ขายก้อนหิน

ที่รัฐมิชิแกน สหรัฐฯ มีผู้หญิงปักหลักขายก้อนหินให้ผู้ประท้วง
 
ระหว่างเหตุจลาจลครั้งหนึ่ง หินก้อนเล็กราคา 1 $ ก้อนใหญ่
 
ราคา 5 $   หินส่วนใหญ่   เป็นอาวุธที่ผู้ชุมนุม   ขว้างใส่ตำรวจ 
 
ตามรายงานของตำรวจ เธอเอาเงินที่ได้ไปจ่ายค่าเคเบิ้ลทีวี
 
ที่ค้างชำระ   เธอเล่าว่าลงทุนทำงานเหนื่อยครั้งนี้ได้เงินทั้งหมด
 
ราว 70 $ แต่ต้องเลิกขายกลางคัน เพราะโดนก้อนหิน
 
เขวี้ยงใส่อย่างแรง!!!
 
 
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า
 
"ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว"

ล้างจาน

ภาพจาก siamzone.com



เรามีแนวโน้มจะล้างจานมากที่สุด

ถ้าล้างทันทีหลังทานอาหารเสร็จ
 

จนกว่าจะมีอะไรน่าทำ

ภาพจาก agaligohome.fix.gs
 

หนึ่งในกฏการลงทุนที่ดีที่สุด
 
คือการไม่ทำอะไรเลย
 
ไม่ต้องไปทำอะไรสักนิด
 
จนกว่าจะมีอะไรที่น่าทำ  
 
 

-Jim Rogers-

ไม่คอย

ภาพจาก alizii-movies-club.blogspot.com

 
การ "รอคอย" เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
 
และศิลปะของการรอคอยที่ดีสุดคือ
 
"การไม่คอย"

“คุณไม่ถูก และไม่ผิด เพราะว่าคนอื่นๆ
 
เห็นด้วยกับคุณ แต่คุณจะถูกเพราะว่า
 
ข้อเท็จจริง และเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง” 
 
 
จากหนังสือ How Buffet Does It

คลองแสนแสบ

ภาพจาก voicecdn.net


คลองแสนแสบ แม้นเน่าเหม็น เป็นประโยชน์

เหม็นเป็นโทษ แต่ประโยชน์ มีมากหลาย

คนโดยสาร ผ่านทางเรือ ตั้งมากมาย

ช่วยเราให้ ถึงจุดหมาย ได้ทุกคน
 
ของบางอย่าง ดูไป อาจไร้ค่า

หากเพียงมอง ด้วยตา อาจสับสน

คลองแสนแสบ สร้างประโยชน์ ให้ผู้คน

แล้วตัวตน คนเรา สร้างอะไร?

 
 
 
By...Noo เมื่อ 13/11/12  18.30 pm

ต่ำกว่าเข่าเราเล็กจิ๋ว

ภาพจาก google


ภูเขาจะสูงแค่ไหนก็ต่ำกว่าหัวเข่าเราทั้งนั้น
 
แต่แม้มนุษย์จะเก่งกาจเท่าใด
 
เราก็ยังเล็กจิ๋วมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติ


“อะไรที่ดูเหมือนจะดีแต่เสี่ยง
 
มักจะดีกว่าที่คิดไว้
 
และอะไรที่ดูไม่ดีแต่ง่าย
 
ก็มักจะดูแย่กว่าที่คิดไว้เช่นกัน”

ยิ้ม

ภาพจาก sanook.com


การพบกัน...อาจแค่บังเอิญ

การยิ้มให้กัน...เป็นความตั้งใจ
 

เวลาที่ Lynch พูดคุยกับ CEO ของบริษัทต่างๆเขามักจะจบด้วย
 
คำถามที่ว่า “คุณนับถือคู่แข่งรายไหนของคุณมากที่สุด” ถ้ามี
 
คำตอบมันก็จะเป็นการรับรองความเก่งของบริษัทคู่แข่งที่ทรง
 
พลังมากทีเดียว ในท้ายที่สุด Lynch ก็จะทำการสั่งซื้อหุ้นของ
 
บริษัทคู่แข่งของพวกเขาอยู่บ่อยๆ

Two things are infinite:

the universe

and human stupidity

and I'm not sure about the universe.

 

มีสองสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือ

เอกภพ กับ

ความโง่เขลาของมนุษย์

แต่เอกภพนั้นข้าพเจ้าไม่แน่ใจนัก

 

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ยัง...

ภาพจาก google


เคยร้องเพลง ยังร้องอยู่ ยังไม่เพราะ
 
เคยหัวเราะ หัวเราะอยู่ ยังไม่ขำ
 
เคยร้องไห้ หายร้องแล้ว ยังเศร้าจัง
 
เคยมีรัก รักนั้นพัง ยังไม่ลืม
 
เคยยิ้มได้ ยังยิ้มอยู่ อย่างฝืนๆ
 
เคยสะอื้น สะอื้นอยู่ ยังไม่หาย
 
เคยมีรัก ไม่รักแล้ว ไม่เป็นไร
 
แต่ยังเจ็บ ฝังใจ ไม่รู้วาย
 
 
 
 
by...Noo  เมื่อ 9/11/12

เฉือน





Knife

You touch my life with softness in the right. My wish is your command, until you ran out of love. I tell myself I’m free got the chance of lovin’. Just for me no need to hurry home, now that you know.

* knife cuts like a knife. How would I ever healed. I’m so deeply wounded. Knife cuts like a knife. You cut away the heart of my life.

When I pretend to wear smile to pull my dearest friends. I wonder if they know that’s just a show. I’m on a stage day and night I go through my charade. But how can I disguise what’s in mind. (repeat *)

And oh…oh…oh… I try and try, look it up the pain I feel inside. The pain of wanting you, wanting you oh…

Knife cuts like a knife. Hoe would I ever healed. I so deeply wounded. Knife cuts like a knife. How would I ever healed. I so deeply wounded. You cut away the heart of my life.


เฉือน

คุณเข้ามาเคียงข้างอย่างอบอุ่น
ฉันรักคุณเชื่อจิตสนิทสนม
แต่เมื่อคุณจากไปไม่ชื่นชม
ฝืนอารมณ์ทำเก่งไม่เกรงใคร

มีอิสระที่จะเลือกหาความรัก
ไม่รีบกลับบ้านพักที่อาศัย
คุณก็คงรู้ดีที่ทำไป
เพื่อเยียวยาหัวใจทำไม่แล

คุณใช้มีดกรีดเฉือนเหมือนไม่รัก
คมมีดปักบาดใจให้เกิดแผล
จะรักเราอย่างไรหนอดวงแด
จะเหลือแต่ร่างกายไร้วิญญาณ

ทุกวันคืนฝืนยิ้มแย้มยะยั่ว
และทำตัวเริงร่า น่าสงสาร
มีเพื่อนเล่นเห็นสนุกทุกวันวาร
แต่ใจรานซ่อนหน้า น้ำตานอง

พยายามจะเก็บความเจ็บปวด
ทำโอ้อวดไม่ใส่ใจสิ่งทั้งผอง
พอลับหลังเหลียวหาตาแลมอง
สิ่งหมายปองของฉัน...คุณนั่นเอง

มีดจ๋า โปรดอย่าตัดสลัดรัก
ฉันเจ็บหนัก แผลมีดกรีดตรงเผง
จะรักษาอย่างไรให้วังเวง
ถ้าคุณเก่ง...ควักหัวใจ เอาไปเลย


Credit:http://www.issara.com/article/poem/poem56.html

We’re all connected

"A human being is a part of the whole called by
 
us universe, a part limited in time and space.
 
He experiences himself, his thoughts and
 
feeling as something separated from the rest, a
 
kind of optical delusion of his consciousness.
 
This delusion is a kind of prison for us,
 
restricting us to our personal desires and to
 
affection for a few persons nearest to us. Our
 
task must be to free ourselves from this prison
 
by widening our circle of compassion to
 
embrace all living creatures and the whole of
 
nature in its beauty."
 
 
 
-- Albert Einstein
 
 
ภาพจาก google


มนุษย์คนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่เราเรียกว่า
 
เอกภพ เป็นส่วนเสี้ยว  ที่ถูกจำกัด  ด้วยอวกาศและเวลา
 
เขาได้รับประสบการณ์  ด้วยตัวเขาเอง  เป็นความคิด 
 
และความรู้สึก ที่กันออกจากส่วน ที่เหลือ นั่นก็คือ

มายาคติเชิงการเห็นชนิดหนึ่งจากความรู้สึกนึกคิด
 
ของเขาเอง
 
 
มายาคตินี้  เป็นคุกชนิดหนึ่ง จำกัดเรา   ให้อยู่แต่ความ
 
ปรารถนา  ความรักใคร่  สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจำนวนน้อย 
 
ภาระของเราคือ  การปลดปล่อยตัวเราเอง   จากคุกชนิดนี้ 
 
โดยขยายขอบฟ้า  ของเมตตาจิต ให้ครอบคลุม  ทุกสรรพชีวิต  
 
และธรรมชาติทั้งหมด ในความงามของมัน

Somewhere Only We Know




I walked across an empty land


I knew the pathway like the back of my hand



I felt the earth beneath my feet



Sat by the river and it made me complete



Oh simple thing where have you gone


I'm getting old and I need something to rely on



So tell me when you're gonna let me in



I'm getting tired and I need somewhere to begin



I came across a fallen tree



I felt the branches of it looking at me



Is this the place we used to love?



Is this the place that I've been dreaming of?



Oh simple thing where have you gone



I'm getting old and I need something to rely on


So tell me when you're gonna let me in



I'm getting tired and I need somewhere to begin



And if you have a minute why don't we go


Talk about it somewhere only we know?



This could be the end of everything



So why don't we go




Somewhere only we know…?









เดินผ่านพื้นผืนแผ่นดินร้างว่างเปล่า

ที่แห่งเก่า...เราคุ้นเคยเชยชิน

ใต้ฝ่าเท้าสัมผัสกรายกรวดทรายหิน

สายธารริน...เพียงนั่งนิ่งอิงกาย

มันเติมเต็มบางอย่าง...ในตัวฉัน

โอ้สิ่งนั้น...ความสงบเงียบเรียบง่าย

ปรารถนาบางสิ่งพิงพักใจ

ผ่านพ้นวัยไปทุกคราแก่ล้าลง

บอกฉันเมื่อวันเวลานั้นมาถึง

เราเป็นหนึ่งเมื่อใจเธอจะประสงค์

ผ่านพ้นวัยไปทุกคราเหนื่อยล้าลง

สักแห่งคงดีสักที่...เริ่มต้นกัน

ก้าวผ่านแมกไม้ใหญ่ใบหล่นร่วง

กิ่งก้านรวงราวกับจับจ้องมองฉัน

นี่หรือคือที่เก่าเราสัมพันธ์…

นี่หรือคือความฝันฉันเฝ้าคอย...

โอ้บางสิ่ง...ลางเลือนลบจบหาย

ความง่ายดายกลับยากพรากจากถอย

ผ่านพ้นวัยไปทุกวันฉันเลื่อนลอย

ปรารถนาเพียงที่ร้อยรักพักลง

บอกฉันเมื่อวันเวลานั้นมาถึง

เราเป็นหนึ่งเมื่อใจเธอจะประสงค์

พ้นผ่านวัยไปทุกวันไม่มั่นคง

หากมีตรงที่ให้ฉันเริ่มต้น...

เพียงเธอมีเวลาสักนาที

คงไม่มีข้อปฏิเสธเหตุผล

ไปกันเถอะ...เธอและฉัน...เพียงสองคน

ยังแห่งหน...ที่เราเท่านั้นรู้ดี

มันอาจเป็นจุดครบจบทุกสิ่ง

ทุกความจริงความวุ่นวายหน่ายหนี

หากเพียงเธอมีเวลาสักนาที

ไปยังที่แห่งนั้นกันสองคน…




"ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"

ภาพจาก http://hi.baidu.com/


ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมองเห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก

ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"

คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"

พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"

คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"

พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"

มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"

"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ

คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย

ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้


ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4
credit : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000045832

เขียนแล้วกด Play
My Great Web page